ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ ปิดตลาดที่ 32.41 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ สัปดาห์ก่อน โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนตามทิศทางภูมิภาค ก่อนอ่อนค่าตามเงินเยน หลังนักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจยังไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย
ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากการที่ รัฐบาลสหรัฐฯ ยุติภาวะชัตดาวน์ หลังสภาคองเกรสผ่านร่างงบประมาณชั่วคราวและ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดอาจยังชะลอการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม
แม้เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นบางช่วงจากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวช้า แต่แรงหนุนจากเงินดอลลาร์แข็งและสัญญาณระมัดระวังของเจ้าหน้าที่เฟดยังคงกดดันให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าช่วงท้ายสัปดาห์
5 ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา
กสิกรไทยประเมินกรอบเงินบาทสัปดาห์หน้าอยู่ที่ 32.10–32.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยมีปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่
- ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 ของไทย
- ยอดการส่งออกเดือนตุลาคม ซึ่งสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจจริง
- กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ระหว่างตลาดหุ้นและพันธบัตรไทย
- ทิศทางค่าเงินเอเชีย โดยเฉพาะเยนและหยวน
- ราคาทองคำโลก ซึ่งมีอิทธิพลต่อค่าเงินบาทผ่านการเคลื่อนไหวของฟันด์โฟลว์ทองคำ
ปัจจัยต่างประเทศที่มีผลต่อค่าเงิน
ตลาดจะจับตา ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายรายการ เช่น
- ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดนิวยอร์กและฟิลาเดลเฟีย
- ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค
- ยอดขายบ้านมือสอง
- บันทึกการประชุมเฟดรอบวันที่ 28–29 ต.ค.
รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจจากประเทศสำคัญอื่น เช่น
- จีดีพีไตรมาส 3 ของญี่ปุ่น
- อัตราดอกเบี้ย LPR ของจีน
- เงินเฟ้อเดือนตุลาคมของยูโรโซนและญี่ปุ่น
- ดัชนี PMI เบื้องต้นเดือนพฤศจิกายนของญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐฯ
ตลาดหุ้นไทยร่วงหลุด 1,300 จุด
ดัชนี SET ปิดที่ 1,269.26 จุด ลดลง 2.58% จากสัปดาห์ก่อน โดยแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังต่อเนื่อง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและค้าปลีกที่รายงานผลประกอบการอ่อนแอ
กสิกรไทยคาดแนวรับดัชนีอยู่ที่ 1,230–1,200 จุด
และแนวต้านที่ 1,285–1,300 จุด โดยตลาดจะเคลื่อนไหวตามกระแสเงินทุนต่างชาติและสัญญาณนโยบายการเงินจากเฟด
เงินบาทยังอ่อนค่าต่อเนื่องจากแรงหนุนของดอลลาร์แข็ง แต่มีโอกาสฟื้นในสัปดาห์หน้าหากตัวเลขจีดีพีและส่งออกไทยออกมาดีกว่าคาด
ขณะที่ราคาทองคำโลกและทิศทางค่าเงินเอเชียยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
