เมื่อราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตื่นตัว กลัวจะ “พลาดขึ้น” (FOMO) จนบางส่วนเริ่มเข้าซื้ออย่างรวดเร็ว ซึ่งกลายเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมร่วมกับปัจจัยพื้นฐาน อาจทำให้ราคามีศักยภาพที่จะไต่ไปถึงระดับ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์ ภายในช่วงปลายปีนี้

ปัจจัยหนุน FOMO + แนวโน้มราคาทอง
- แรงซื้อที่มาจาก “กลัวพลาด” (FOMO)
ราคาทองที่ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ดึงดูดนักลงทุนรายย่อย – สถาบัน และกองทุน ETF ให้เข้ามาสะสมทองคำเพิ่มขึ้นอย่างเร่งรีบ ความเชื่อว่า “ทองยังไปต่อได้” ทำให้เกิดการซ้อนจังหวะซื้อ - นโยบายทางการเงินของ Fed
ตลาดคาดหวังว่า Fed อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า โดยมีการประเมินว่าอาจลด 2 ครั้งหรือมากกว่าในปีนี้ หากเป็นจริง จะช่วยลดต้นทุนโอกาสของการถือทองคำ (ซึ่งไม่ให้ดอกเบี้ย) ทำให้มันดูน่าสนใจมากขึ้น - อ่อนค่าของเงินดอลลาร์ + ผลตอบแทนพันธบัตรต่ำ
เมื่อดอลลาร์อ่อนลง นักลงทุนจากตลาดต่างประเทศเข้าถึงทองคำง่ายขึ้น และเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตกต่ำ การถือทองคำเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า - ดีมานด์จากธนาคารกลาง & ETF
ธนาคารกลางยังคงทยอยซื้อทองสะสมในสำรอง ทำให้อุปทานทองคำในตลาดมีแรงกดจำกัด และการไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำเป็นอีกช่องทางที่ช่วยดูดซับแรงซื้อในตลาดกว้าง - ข่าวความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ + ภูมิรัฐศาสตร์
เหตุการณ์ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศ, ความกังวลหนี้สาธารณะ, ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ฯลฯ ทำให้ทองคำถูกมองเป็นทางเลือกในสภาพตลาดผันผวน
ความเป็นไปได้ &ข้อจำกัด
- สำนักวิเคราะห์บางแห่งให้มุมมอง “ในกรณีสุดโต่ง (tail-risk)” ว่า ราคาทองอาจแตะ 4,200 ดอลลาร์/ออนซ์ ได้ หากปัจจัยบวกทั้งหมดประสานกัน เช่น Fed ลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง + ดอลลาร์อ่อนหนัก + กระแส FOMO เข้มข้น (มีข่าวอ้างว่า Goldman Sachs มองกรณีสุดโต่งอาจทะลุ 4,200 ได้)
- UBS ก็เคยมีรายงานว่าในระยะกลาง-ยาว มีโอกาสให้ราคาทองขึ้นไปยังโซน 4,200 ได้ (ไม่ระบุว่า “ภายในปลายปี”)
- เว็บไซต์ LongForecast ในการทำนายราคาทองสำหรับเดือนปลายปีแสดงกรอบราคาที่ค่อนข้างสูง (ระดับ 4,400–4,950) แม้จะเป็นการคาดการณ์ที่ไกลขอบเขตปัจจุบัน
แต่ก็มีอุปสรรคและข้อจำกัดที่ต้องระวัง:
- ถ้า Fed ส่งสัญญาณ “เข้มงวดมากขึ้น” หรือไม่ลดดอกเบี้ยตามที่คาด ราคาทองอาจพบแรงกดดันอย่างหนัก
- เงินเฟ้อ/ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง อาจลดโอกาสในการลดดอกเบี้ยเร็ว
- แรงขายทำกำไร (profit-taking) เมื่อราคาขึ้นสูงมาก อาจเกิดการพักฐานหรืออ่อนตัวชั่วคราว
- ความเชื่อมั่นที่เกินไปต่อ FOMO อาจทำให้การไต่ขึ้นราคากลายเป็นฟองสบู่หากไม่มีปัจจัยสนับสนุนระยะยาว
มุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน
- หากคิดจะเข้า รอจังหวะ “ดีดตัวลงเข้าซื้อ (pullback entry)” แทนการไล่เข้าที่ราคาสูงสุดทันที
- แบ่งขายบางส่วนเมื่อทองทำราคาสูงกลางหลายจุด เพื่อรักษากำไร หากราคายังพุ่งต่อ
- ตั้งจุดตัดขาดทุน (stop-loss) ให้แน่นหนา เพราะแรงผันผวนอาจกลับมาได้เร็ว
- ติดตามข่าว Fed ตัวเลขเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด (NFP, CPI, PCE) และประเมินท่าที Fed เป็นตัวชี้ขาด