ค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวแบบแกว่งตัวในกรอบจำกัด โดยอยู่ระหว่าง 31.20–31.55 บาทต่อดอลลาร์ ตามการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย สะท้อนภาวะตลาดที่ยังขาดปัจจัยใหม่ชัดเจน แต่มีแรงหนุนและแรงกดดันสลับเข้ามาเป็นระยะ
ช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของ ราคาทองคำในตลาดโลกที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จากความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาอ่อนค่าในช่วงกลางสัปดาห์ หลังตลาดตีความสัญญาณเชิงผ่อนคลาย (Dovish) จากผู้ว่าการธปท. ซึ่งสะท้อนโอกาสการลดดอกเบี้ยของไทยในปีนี้ รวมถึงแรงอ่อนค่าของสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะเงินเยน
ปลายสัปดาห์ เงินบาทเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง หลังเงินดอลลาร์เผชิญแรงขายทางเทคนิค และเงินเยนมีสัญญาณฟื้นตัวจากการที่ทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดย ณ วันศุกร์ที่ 16 ม.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดที่ 31.39 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้า
มุมมองสัปดาห์หน้า (19–23 ม.ค. 2569)
กสิกรไทยประเมินว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.00–31.70 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
- ฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ
- ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย
- การเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก
นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐหลายรายการ รวมถึง จีดีพี ดัชนี PCE/Core PCE และ PMI ตลอดจน ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางเงินเยน และกระทบค่าเงินบาททางอ้อม
โดยสรุป ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวนแบบ “แกว่งในกรอบ” และเคลื่อนไหวตามปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะราคาทองคำโลกและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงต้นปีนี้
