ราคาทองคำปีนี้ทำสถิติร้อนแรงสุดในรอบหลายทศวรรษ พุ่งแตะ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อ 20 ตุลาคม ก่อนจะย่อตัวลงราว 10% และกลับมาฟื้นตัวได้บางส่วน ปัจจุบันราคาทองเพิ่มขึ้นกว่า 55% นับจากต้นปี สะท้อนแรงซื้อมหาศาลจากทุกกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก
แม้นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า “ทองคำอาจแตะ 5,000 ดอลลาร์ภายในปี 2026” แต่เบื้องหลังการพุ่งขึ้นครั้งนี้ไม่ได้ทำให้นักลงทุนรู้สึกสบายใจนัก เพราะแรงหนุนมาจาก “ความกลัว” มากกว่าความมั่นใจในเศรษฐกิจโลก

ทฤษฎีที่ 1: นักลงทุนสถาบันหนีวิกฤติ
กลุ่ม Institutional Investors หรือสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เริ่มหันมาถือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
ปัจจัยที่เร่งแรงซื้อ ได้แก่
- ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ–จีน
- ความขัดแย้งในยุโรปและตะวันออกกลาง
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ
- ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีและ AI ที่เริ่มส่อสัญญาณร้อนแรงเกินจริง
แม้ไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ แต่ตลาดกลับแสดงพฤติกรรม “ตื่นกลัวล่วงหน้า” ส่งผลให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์หลบภัยที่ได้รับความนิยมสูงสุด
ทฤษฎีที่ 2: ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือทอง
อีกแรงขับสำคัญคือ การซื้อทองคำของธนาคารกลาง หลายประเทศ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์
สาเหตุหลักมาจาก
- หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูง
- ความไม่แน่นอนของนโยบายการคลัง
- ความกังวลต่อค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก IMF ชี้ว่าการซื้อทองของธนาคารกลาง “เริ่มชะลอตัว” ตั้งแต่ปี 2024 และยังไม่มีหลักฐานว่ามีการซื้อขนาดใหญ่ทั่วโลก ดังนั้น การพุ่งขึ้นของราคาทองจึงไม่สามารถอธิบายได้จากปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียว
ทฤษฎีที่ 3: กระแสเก็งกำไรเข้าครอบตลาด
ข้อมูลล่าสุดจาก CFTC ระบุว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ถือสถานะ “ซื้อทอง” (Long Position) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์กว่า 200,000 สัญญา เทียบเท่าทองคำ 619 ตัน ซึ่งสะท้อนว่าการพุ่งขึ้นของราคาทองขณะนี้มีแรงผลักจาก “กระแสเก็งกำไร” มากกว่าการลงทุนพื้นฐาน
ช่วงที่ผ่านมา เงินทุนใน กองทุน ETF ทองคำ ก็ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มชะลอตัวในเดือนตุลาคม ก่อนจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อราคาฟื้นตัว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดอาจเริ่ม “ร้อนแรงเกินจริง” และพร้อมจะผันผวนเมื่อแรงซื้อเก็งกำไรเริ่มลดลง
ราคาทองคำที่พุ่งแรงในปี 2025 สะท้อนแรงซื้อจากทั้งสถาบัน ธนาคารกลาง และนักเก็งกำไร แต่แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก “ความไม่มั่นใจในระบบเศรษฐกิจโลก” มากกว่าเศรษฐกิจจริง
ดังนั้น ก่อนสิ้นปีนี้ ราคาทองคำอาจยังมีแนวโน้ม “แกว่งตัวในระดับสูง” และมีโอกาสแตะ 4,500 ดอลลาร์ได้ หากเฟดส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยชัดเจน
แต่ในทางกลับกัน หากตลาดเริ่มคลายความกลัว หรือเงินทุนไหลออกจากทองคำเมื่อเศรษฐกิจกลับมามั่นคง ราคาทองอาจปรับฐานแรงได้เช่นกัน