ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7 พ.ย. 2568) ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดเมื่อวานที่ 32.37 บาทต่อดอลลาร์ โดยนักวิเคราะห์ประเมินกรอบการเคลื่อนไหววันนี้ไว้ที่ 32.30–32.55 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนภาพตลาดที่ยังขาดทิศทางที่ชัดเจนจากแรงหนุนและแรงกดดันในหลายด้าน
สาเหตุหลักที่กดดันค่าเงินบาทในระยะสั้นมาจากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด โดยยอดการเลิกจ้างงานเดือนตุลาคมพุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี ขณะที่ข้อมูลการจ้างงานโดย Revelio ลดลง 9,100 ราย สวนทางกับรายงานของ ADP ที่เพิ่มขึ้น 42,000 ราย ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งช่วยเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเดินหน้าลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้
ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 70% ที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม และอาจลดอีก 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวได้กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับ 4.10% สอดคล้องกับทิศทางของตลาดที่เริ่มเปิดรับความเสี่ยงลดลง
แม้เงินบาทจะเริ่มมีแรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ แต่ยังคงเผชิญแรงซื้อดอลลาร์จากฝั่งผู้นำเข้าและธุรกิจพลังงาน รวมถึงแรงขายทองคำในบางช่วงเมื่อราคาทองปรับฐาน ซึ่งยังเป็นปัจจัยจำกัดการแข็งค่าของเงินบาท ทั้งนี้ โอกาสที่เงินบาทจะกลับมาแข็งค่ามีมากขึ้น หากตลาดมั่นใจว่าเฟดจะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง

ในภาพรวม เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะ “สองทาง” (Two-way risk) โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านแรกที่ 32.50–32.65 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ ความผันผวนในตลาดยังคงสูงจากปัจจัยภายนอก ทั้งการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจกระทบเสถียรภาพทางการคลัง การเมืองภายในประเทศสหรัฐฯ ที่อยู่ในภาวะ Government Shutdown และข้อมูลเศรษฐกิจที่ยังล่าช้าในการเผยแพร่
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Sentiment) จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของเงินดอลลาร์ในระยะถัดไป
โดยสรุป ภาพรวมของค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง แม้โมเมนตัมเริ่มเอนเอียงไปทางแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากดอลลาร์ที่อ่อนแรง แต่การเคลื่อนไหวยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และท่าทีของเฟดในช่วงก่อนการประชุมเดือนธันวาคมเป็นหลัก