ทองคำยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยราคาทำจุดสูงสุดใหม่หลายครั้งล่าสุด แต่เริ่มมีสัญญาณของการปรับฐาน (pause / pull‑back) หลังจากแรงซื้อสะสมมาอย่างหนัก และนักลงทุนเริ่มขายทำกำไรในระยะสั้นเพื่อรักษาผลตอบแทน

ปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำพักตัว
- แรงขายทำกำไร (Profit‑Taking)
หลังจากราคาทองทำสถิติสูงสุด ทะลุแนว $3,700/ออนซ์ในช่วงก่อนหน้า นักลงทุนบางส่วนทยอยขายเพื่อเก็บกำไรกลับมา ส่งผลให้ราคาปรับลดลงเล็กน้อย เช่น Spot gold ลดลงประมาณ 0.2‑0.5% หลังจากสูงสุดวันก่อนหน้า - ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yields) เพิ่มขึ้น
แม้ดอลลาร์โดยภาพรวมอ่อนค่าในช่วงก่อนหน้า แต่มีช่วงที่แข็งขึ้นหลัง Fed ออกนโยบายที่ดู “ไม่ผ่อนคลายเกินไป” (mild‑hawkish) เช่น Powell ให้ความระมัดระวังและบอกว่าจะประเมินดอกเบี้ย “meeting‑by‑meeting” ซึ่งทำให้ดอลลาร์และ yields รัฐบาลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กดดันทองคำ - ตลาดรอฟังท่าที Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ
นักลงทุนกำลังจับตาการประชุม Fed รอบต่อไป (ประมาณวันที่ 16‑17 ก.ย.) คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 0.25% แต่ความไม่แน่นอนสูง มีโอกาสที่เฟดจะส่งสัญญาณว่าอาจชะลอการลด เพื่อประเมินสภาพเศรษฐกิจและแรงงาน
ขณะเดียวกันตัวเลขแรงงาน เช่น ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Jobless Claims) ก็ออกมาอ่อนแอกว่าเดิมซึ่งหนุนความคาดหวังลดดอกเบี้ย แต่กลับยังไม่ชัดเจนว่าเฟดจะลดทันทีหรือตามกรอบเวลาใด - สัญญาณทางเทคนิคและการมองแนวรับ‑แนวต้าน
ราคาทองคำเริ่มอยู่ในโซนที่ตลาดมองว่าสูง (overbought) บางเทคนิคชี้ว่ามีโอกาสปรับฐานเชิงเทคนิคก่อนจะขึ้นต่อหากมีแรงหนุนมาใหม่
แนวโน้มถัดไป: อะไรที่ส่งผลต่อทองคำ
- หาก Fed ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด (0.25%) และส่งสัญญาณ dovish ชัดเจน ราคาทองอาจฟื้นตัวขึ้นต่อไป
- ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีเกินคาด เช่น การจ้างงานหรือ CPI สูง จะทำให้นักลงทุนระวังมากขึ้น ดอลลาร์และ yields อาจกลับมาแข็ง และกดดันทองลง
- นักลงทุนอาจรอดูการออกข้อมูลสำคัญ: CPI, PCE, NFP เพื่อประเมินว่าเงื่อนไขเหมาะแก่การปรับนโยบายทางการเงินหรือไม่